เจาะลึก "โรคตาบอดสี" ภัยเงียบทางพันธุกรรมที่ป้องกันได้ก่อนตั้งครรภ์

ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพนครธน, ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้

บทความโดย : พญ. ชุติมา ศิริดำรงค์

โรคตาบอดสี

คุณทราบหรือไม่ว่า นอกเหนือจากการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแล้ว ยังมี "ภัยเงียบ" อีกหนึ่งประเภทที่ซ่อนอยู่ในระดับโครโมโซมและสามารถส่งต่อความผิดปกติไปยังลูกรักของคุณได้โดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว นั่นคือ โรคตาบอดสี หรือ ภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อยที่มักส่งผ่านจากคุณแม่ที่เป็นพาหะไปสู่บุตรชาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย


โรคตาบอดสี (Color Blindness) คืออะไร?

โรคตาบอดสี (Color Blindness) หรือทางทางการแพทย์เรียกว่า "ภาวะพร่องการมองเห็นสี" คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบการมองเห็น โดยผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะมีการมองเห็นสีบางสีได้ไม่ชัดเจน หรือสีมีความผิดเพี้ยนไปจากผู้ที่มีสายตาปกติ

ในดวงตาของคนปกติจะมีเซลล์รับแสงอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod Cells) ที่ช่วยในการมองเห็นในที่มืด และเซลล์รูปกรวย (Cone Cells) ซึ่งทำหน้าที่จำแนกสีสันต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นเซลล์รับแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคตาบอดสีนั้น จะเกิดความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดงเป็นหลัก

ผู้ป่วยโรคตาบอดสีส่วนใหญ่นั้นยังคงสามารถมองเห็นโครงสร้างภาพ รูปร่าง และความคมชัดของวัตถุได้เป็นปกติทุกประการ เพียงแต่สีสันของภาพที่ปรากฏจะผิดเพี้ยนไปจากคนทั่วไป โดยไม่สามารถมองเห็นสีแดง สีเขียว หรือสีน้ำเงินได้อย่างชัดเจนเต็มประสิทธิภาพ และสถิติทั่วโลกยังระบุตรงกันว่า โรคนี้มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด

> กลับสารบัญ


โรคตาบอดสีเกิดจากปัจจัยใดได้บ้าง?

หากต้องการเข้าใจแนวทางการป้องกัน เราจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจกับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะพร่องการมองเห็นสีนี้กันก่อน โดยทางการแพทย์สามารถจำแนกสาเหตุของโรคออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

  1. สาเหตุทางพันธุกรรม (ตาบอดสีแต่กำเนิด)

    นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดย ภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง ซึ่งถูกควบคุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซม X และมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อย (X-linked recessive) ทำให้ลักษณะทางพันธุกรรมนี้ส่งผ่านจากคุณแม่ที่เป็นพาหะไปสู่บุตรชายโดยตรง

  2. สาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง (ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์)

    นอกจากเรื่องของดีเอ็นเอแล้ว โรคตาบอดสียังสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในภายหลัง ซึ่งในกรณีนี้อาจรักษาให้ดีขึ้นได้บางส่วน โดยมีปัจจัยกระตุ้น ดังนี้

    • อายุที่เพิ่มมากขึ้น การเสื่อมสภาพของเซลล์รับสีตามวัยที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นสีค่อย ๆ ลดลง
    • โรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม และโรคต้อกระจก ซึ่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อหรือบดบังระบบการรับแสงของตา โรคประจำตัวอื่น ๆ โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคพาร์กินสัน สามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาทตาและการรับรู้สีได้
    • สาเหตุภายนอกอื่น ๆ รวมถึงการได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บที่ดวงตา การได้รับสารเคมีอันตรายสะสมเป็นระยะเวลานาน หรือเป็นผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

กลไกการถ่ายทอดภาวะตาบอดสีแต่กำเนิดจากพ่อแม่สู่ลูก

  • ในเพศชาย (โครโมโซม XY): โครโมโซม Y จะได้มาจากคุณพ่อ ส่วนโครโมโซม X จะได้มาจากคุณแม่ ดังนั้น หากคุณแม่เป็นพาหะ (มียีนตาบอดสีซ่อนอยู่บนโครโมโซม X หนึ่งข้าง) แล้วส่งโครโมโซม X ข้างที่ผิดปกตินั้นมาให้ลูกชาย ลูกชายจะแสดงอาการของโรคตาบอดสีออกมาทันทีเนื่องจากไม่มีโครโมโซม X อีกข้างมาช่วยชดเชย
  • ในเพศหญิง (โครโมโซม XX): โครโมโซม X ตัวหนึ่งมาจากคุณแม่ และ X อีกตัวมาจากคุณพ่อ หากโครโมโซม X ตัวใดตัวหนึ่งมีภาวะตาบอดสีแฝงอยู่ แต่โครโมโซม X อีกตัวหนึ่งยังคงปกติ ลูกสาวคนนั้นจะไม่แสดงอาการตาบอดสีออกมา (มองเห็นได้ปกติ) แต่จะทำหน้าที่เป็น พาหะของโรค ที่พร้อมส่งต่อยีนนี้ไปยังรุ่นหลานต่อไป

หากคุณแม่เป็นพาหะแฝงโดยที่ไม่รู้ตัว และคุณพ่อมีสายตาปกติ ผลกระทบและโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับลูกในแต่ละครรภ์มีดังนี้

  • โอกาสที่ลูกชายจะเป็นโรค: มีความเสี่ยงสูงถึง 50% และมีโอกาสปกติ 50% (โอกาส 1 ในลูกชาย 2 คนจะบอดสี)
  • โอกาสที่ลูกสาวจะปกติ: มีโอกาสปกติ (ไม่เป็นโรค) 100% แต่แบ่งเป็น ลูกสาวปกติสมบูรณ์ 50% และลูกสาวกลายเป็นพาหะแฝงอีก 50%

> กลับสารบัญ


วิธีสังเกตอาการตาบอดสีด้วยตัวเองเบื้องต้น

สำหรับคู่รักหรือคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงและสังเกตพฤติกรรมของตนเองหรือลูกน้อยในเบื้องต้น สามารถพิจารณาจากสัญญาณเตือนเหล่านี้ได้

  • มีความยากลำบากหรือใช้เวลานานในการแยกแยะสีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถจดจำชื่อสีหรือบอกสีของวัตถุได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
  • ยังคงมองเห็นสีได้หลากหลาย แต่สีที่เห็นนั้นมีความผิดเพี้ยนหรือแตกต่างจากที่คนทั่วไปบอก
  • การรับรู้สีถูกจำกัดอยู่เพียงแค่บางโทนสีเท่านั้น ไม่สามารถไล่เฉดสีได้
  • ในกรณีที่รุนแรง ภาพที่มองเห็นรอบตัวจะมีเพียงแค่สีขาว สีดำ และสีเทาคล้ายกับภาพในหนังสือพิมพ์เก่า

> กลับสารบัญ


ตาบอดสีมีวิธีรักษาอย่างไร?

คำถามที่พบบ่อยมากคือ "โรคตาบอดสีรักษาหายไหม?" ทางการแพทย์ในปัจจุบันระบุว่า โรคตาบอดสีที่เกิดจากกรรมพันธุ์ยังไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะ หรือยาที่ช่วยให้อาการหายขาดได้ เนื่องจากมันเป็นความผิดปกติในระดับโครงสร้างดีเอ็นเอและเซลล์รับแสงมาแต่กำเนิด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคตาบอดสีส่วนใหญ่ยังคงสามารถใช้ชีวิตประจำวัน ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และเติบโตในสังคมได้ตามปกติเหมือนบุคคลทั่วไป โดยมีข้อจำกัดเพียงบางประการเท่านั้น

> กลับสารบัญ



การป้องกันตาบอดสี "ตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร"

สำหรับคู่สามีภรรยา โดยเฉพาะครอบครัวที่มีประวัติบุคคลรอบตัวเป็นโรคตาบอดสี และกำลังวางแผนที่จะตั้งครรภ์ การเข้าพบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำถือเป็นสิ่งสำคัญ การเลือกเข้ารับการ ตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร (Carrier Screening) จะช่วยตรวจเช็กได้อย่างลึกซึ้งว่าคุณพ่อหรือคุณแม่มีรหัสยีนแฝงของโรคตาบอดสีรวมถึงโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ ซ่อนอยู่หรือไม่

หากตรวจวิเคราะห์แล้วพบว่าคุณแม่เป็นพาหะแฝงของโรค แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จะสามารถให้คำปรึกษาและวางแผนการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้ เช่น การใช้เทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ควบคู่กับการตรวจคัดกรองโครโมโซมและยีนของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่มียีนผิดปกติฝังกลับเข้าสู่ครรภ์มารดา ช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกรักที่เกิดมาจะมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และไม่เป็นโรคตาบอดสีอย่างแน่นอน

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตาบอดสี

1:ทำไมผู้ชายถึงมีโอกาสเป็นโรคตาบอดสีมากกว่าผู้หญิง?

ตอบ: เพราะยีนที่ควบคุมการมองเห็นสีอยู่บนโครโมโซม X ผู้ชายมีโครโมโซมเพศเป็น XY หากได้รับโครโมโซม X ที่ผิดมาจากแม่เพียงตัวเดียวก็จะแสดงอาการโรคทันที ต่างจากผู้หญิงที่มีโครโมโซม XX ซึ่งหากมี X ตัวหนึ่งผิดปกติ แต่ยีนบน X อีกตัวยังทำงานได้ดี ก็จะไม่แสดงอาการ แต่จะกลายเป็นพาหะแทน

2:หากคุณพ่อตาบอดสี แต่คุณแม่ปกติสมบูรณ์ ลูกที่เกิดมาจะเป็นโรคไหม?

ตอบ: ลูกชายทุกคนจะไม่เป็นโรคและไม่เป็นพาหะ (เพราะลูกชายได้รับโครโมโซม Y จากพ่อ และ X ปกติจากแม่) ส่วนลูกสาวทุกคนจะกลายเป็น พาหะแฝง 100% (เพราะได้รับโครโมโซม X ที่ผิดปกติมาจากคุณพ่อ) แต่ลูกสาวจะไม่แสดงอาการตาบอดสีออกมา

3:อาการตาบอดสีสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ลูกยังเป็นทารกเลยหรือไม่?

ตอบ: ค่อนข้างยาก เนื่องจากทารกยังไม่สามารถสื่อสารหรือบอกชื่อสีได้ คุณพ่อคุณแม่มักจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติได้ในช่วงอายุ 3-4 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้เรื่องสีสัน เริ่มระบายสีเพี้ยนจากความเป็นจริง หรือไม่สามารถหยิบสิ่งของตามสีที่สั่งได้อย่างถูกต้อง

4:นอกเหนือจากตาบอดสีแล้ว การตรวจคัดกรองยีนก่อนมีบุตรช่วยตรวจโรคอะไรได้อีกบ้าง?

ตอบ: การตรวจคัดกรองยีนในปัจจุบัน (Carrier Screening) สามารถตรวจหาโรคพันธุกรรมแฝงร้ายแรงได้ครอบคลุมหลายร้อยโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย, โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) เป็นต้น

5:หากตั้งครรภ์ไปแล้ว เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นพาหะตาบอดสี ควรทำอย่างไร?

ตอบ: ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ดูแลครรภ์ทราบทันที แพทย์อาจพิจารณาให้คุณสามีเข้ารับการตรวจยีนร่วมด้วยเพื่อประเมินความเสี่ยงความน่าจะเป็นรวมของทารก หรือวางแผนตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อการเตรียมตัวดูแลลูกน้อยหลังคลอดอย่างดีที่สุด

> กลับสารบัญ


การตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร เป็นการลงทุนในสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคู่รัก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกรักของคุณได้ลืมตาดูโลกพร้อมกับการมองเห็นที่สมบูรณ์แบบ สามารถรับรู้ความงดงามของสีสันบนโลกใบนี้ได้อย่างครบถ้วนและไร้ขีดจำกัด



พญ.ชุติมา ศิริดำรงค์ พญ.ชุติมา ศิริดำรงค์

พญ.ชุติมา ศิริดำรงค์
เวชศาสตร์ป้องกัน,แพทย์ศูนย์สุขภาพ
ศูนย์สุขภาพนครธน

นัดหมายแพทย์

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพนครธน, ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย